ก่อนที่จะเริ่มไดอารี่ในวันนี้ ต้องขอพูดประโยคนี้ก่อนเลย “ขอบคุณ” ขอบคุณคนเหล่านั้นที่ทำให้ชีวิตมีสีสัน และต้องขอบคุณสื่อกลางที่ทำให้เราทั้งหมดมารู้จักกัน
หลายๆคนคงยังจำ Mushroom Lover ตอน Valentine and loneliness ได้ใช่ไหมคะ มันมีแรงบันดาลใจอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับดอกไม้ค่ะ ก่อนที่ภาพวาดนั้นจะถูกเขียนขึ้นมา อยู่ๆก็คิดแผลงๆ อยากเซอร์ไพรส์คนๆหนึ่งแต่ก็คิดไม่ออกเลยว่าจะทำยังไง อีกอย่างหนึ่ง ในวันวาเลนไทน์ บีต้องทำงานติดตั้งบูธซึ่งเป็นหนึ่งในงานสำคัญๆในรอบปีของ CTKDecor เรียกได้ว่ายุ่งมากจนแทบหาเวลาออกนอกเส้นทางไม่ได้เลย จนกระทั้งมาเจอแฟนเพจอยู่หน้าหนึ่ง เป็นร้านขายดอกไม้ มีลูกค้ามาติดต่อเยอะมาก เพราะเป็นช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ใครๆก็ต้องรีบมาสั่งดอกไม้ … “ก็คงจะได้เท่านี้แหละ” เลยจัดการนั่งเลือกแบบดอกไม้อยู่นานสองนาน
การตัดสินใจที่คิดจะส่งดอกไม้ ยังพอตัดสินใจได้ง่าย แต่ความคิดที่ตัดสินได้ยากกว่ามากคือ “จะส่งให้เขาจริงหรอ แล้วส่งทำไม เป็นอะไรกับเขา?” จำได้ว่าหลังจากเลือกแบบดอกไม้แล้ว ลงชื่อผู้รับผู้ส่งเรียบร้อยแล้ว บีใช้เวลากดปุ่ม “ยืนยัน” ไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เพราะมัวแต่นั่งถามตัวเองด้วยคำถามนั้นซ้ำไปซ้ำมา แต่แล้วใจก็สั่งสมองให้กด “ยืนยััน”
หลังจากรับเมลล์ยืนยัน รายการ รวมถึงยอดค่าใช้จ่าย ก็ยังคงไม่คิดอะไร จนกระทั่งทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว กลับมานึกขึ้นได้ว่า “ปกติ วันอังคาร จะไม่มีใครอยู่บริษัท นอกจาก รปภ. นี่หว่า” …. ในใจ คิดไปไกลมากค่ะ เพราะสถานที่นัดส่งดอกไม้ช่อนี้คือบริษัทที่เขาทำงาน แถมยังส่งตอนเที่ยง ซึ่งยิ่งเสี่ยงหนักกว่าเดิมที่เขาจะไม่ได้อยู่รับดอกไม้ (ดอกไม้ของเราเป็นหมันแน่แล้วสินะ -..-)
แต่เรื่องนี้เราตั้งใจเก็บเป็นความลับจนกว่าจะถึงวาเลนไทน์ จะโพสถามใครก็กลัวว่าเดี๋ยวเขาหรือคนรอบตัวจะรู้ก่อน เลยเก็บไว้ในใจเป็นความกลัวมาตลอดตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา พยายามจะเก็บเป็นความลับ แต่ด้วยความที่ตื่นเต้นมาก เลยเผลอลงรูปตัวอย่างดอกไม้ไว้ในเฟสบุ๊คของตัวเอง และใน my365 แต่ยังคงไม่พอ คุยกับน้องแฟนคลับพี่ริทก็เผลอเปรยๆออกไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ทำให้หายกลัวไปนิดนึงนะ

ว่าแต่ทำไมถึงกลัวพลาดขนาดนั้น?? … เพราะปีที่แล้ว ของที่เราตั้งใจทำไว้ … ยังไม่ได้ให้เลย! เพราะเป็นช่วงที่พี่เขาเปลี่ยนที่ทำงานพอดี แถมตั้งใจจะส่งบราวนี่ไปให้เขาและพี่ๆที่ทำงานกับเขา ก็ดันต้องเปลี่ยนแผนเพราะวันที่แผนจะได้ทำดันเป็นวันที่เขาไปทำงานที่ใหม่พอดี (เจอแจ๊กพอตเลยเรา – -”)
และแล้ว … วันวาเลนไทน์ก็มาถึงจนได้
บีไม่ได้นอนเลยตั้งแต่กลางคืน เพราะมัวนั่งทำ iMovie อยู่ จนถึงเวลานัดปลุกคนในบ้านแล้วไปโรงงานเพื่อเตรียมของไปตั้งบูธงาน Life Comes Home ออกไปพร้อมรถขนส่งจนถึงพารากอน ก็อย่างว่า วันวาเลนไทน์ไม่ใช่วันหยุดสำคัญ เราก็ยังต้องทำงานกันอยู่ มีเวลาไปไหน ทำอะไรแบบใครๆได้ล่ะ (สวีทเหรอ? เลิกคิดไปเลย หมดเวลา!) จนกระทั่งงานส่วนของบีเสร็จแล้ว เลยส่งต่องานให้ทีมติดตั้งต่อไป (เรียกได้ว่าเสร็จสมบูรณ์ก็อาจจะ 6 โมงเช้าของอีกวันมั้งคะ) แต่แล้วบีก็ถึงกับขำและยิ้มๆเลยค่ะเพราะเขาได้รับดอกไม้แล้ว!
“ใครส่งดอกกุหลาบมาให้ ปรากฎตัวด่วน!” คนส่งอย่างเราก็ยิ้มสิคะเพราะภารกิจสำเร็จ!!!! และที่เขาไม่รู้ว่าใครส่งมา เพราะบีสั่งกำชับกับคนส่งไว้เลยค่ะว่า “ไม่ต้องเขียนชื่อลงไปนะคะ ไม่อยากให้เขารู้ว่าใครส่ง” (55555+)
“ไม่เอาอะ ยังไม่บอกดีกว่า ปล่อยให้งงต่อไป”จากนั้นจึงแอบไปส่องเฟสของเขาก็ได้คำตอบว่าเจ้าตัวงงอยู่ แต่ก็ถ่ายรูปคู่กับช่อดอกไม้แล้วโพสไว้ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะเซฟไว้แล้วโพสใน Social media ตัวอื่นที่เขาไม่มี (ก็คนมันตื่นเต้นอะ! ลงทุนและทุ่มทุนสร้างมากอะครั้งเนี้ย เรียกได้ว่าในชีวิตที่ผ่านมา 20กว่าปี สั่งดอกไม้ให้คนสำคัญมา 3 ครั้ง ช่อดอกไม้ช่อนี้เป็นช่อที่คิดแผนหนักสุด ลงทุนสุดๆ ไม่สำคัญมากก็ไม่ทำขนาดนี้อะค่ะ >_
เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง บีพักผ่อนเตรียมจะนอนแล้ว ทันใดนั้นก็มี LINE จากพี่นาค่ะ ผลก็คือ “บีตกเป็นผู้ต้องสงสัยดอกกุหลาบปริศนาช่อนั้น” (งานเข้า!!!!) ตอบบ่ายเบี่ยงอยู่นั่นแหละ “ยุ่งมาก บีไม่มีเวลาหรอกค่ะ” (เขินนี่) แต่พอทราบมาว่าเจ้าตัวดีใจที่ได้รับ บทสรุปของการตามหาคนส่งก็คือบียอมรับค่ะ (ใจอ่อนอะ! 555+)
สิ่งที่ทำให้ช็อกต่อมาคือมี LINE ของคนๆนั้นส่งมา “ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะครับ” บีก็ช็อกสิคะ ตอบไปได้ยาวมากว่า “ค่ะ” (- -”)
อะ … ไหนๆ เขาก็รู้แล้ว ก็โพสลง Instagram และ Snapeee ทันที ผลตอบรับของดอกไม้ช่อนั้น นอกจากคนรับดีใจ คนให้รู้สึกปลื้มปริ่มแล้ว คนที่ไม่ได้ดอกกุหลาบก็พูดกันเยอะแยะ ทั้งอิจฉาบ้าง อยากได้บ้่าง เรียกได้ว่าผลเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้จริงๆค่ะ อิอิ (แต่เรานี่ก็แสบใช่ย่อยนะ เพราะตอนแรก follow พี่นาใน Snapee แต่กลัวแผนแตกเลยต้องกด Unfollow ไปก่อน โอ๊ยยยย ตาย! คิดได้!)
ผลตอบรับของดอกไม้ช่อนั้น ไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ค่ะ … มันเดินทางไปได้ไกลกว่านั้น!
เข้าสู่เวลากลางคืน เราได้มานั่งอ่านบทสนทนาอีกครั้ง จึงได้ถามกลับไปถึงโมเมนต์แรกที่ได้รับดอกไม้ช่อนั้น เพราะด้วยความที่เราเดาไม่ออกเลยว่า ณ เวลานั้น เขาจะทำหน้ายังไง แล้วเขาดีใจจริงๆหรอ? คุยไปคุยมา นอกจากจะได้คำตอบแล้ว บียังได้คุยกับพี่นาแบบ “ไม่กั๊ก” (จะว่าคุยแบบผู้หญิงด้วยกันก็ได้นะคะ) เหมือนตัวเองได้นั่งย้อนอดีตไปเมื่อตอนที่ยังไม่รู้จักกัน
1 ปีที่ผ่านมา มันเกิดเรื่องราวต่างๆเยอะมาก มากจนเมื่อมีใครสักคนมาถามว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องๆนี้มาจากไหน ทำไมถึงเกิด บีกลับไม่สามารถหาเหตุผลหรือคำตอบได้ว่าทำไม บีได้แต่ตอบว่า “บีไม่รู้เหมือนกัน บีก็ตอบไม่ได้” ปกติแล้ว ก็ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของบีอยู่แล้ว บีเคยอยากเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่ก็ไม่มีใครที่พอจะไว้วางใจในเรื่องแบบนี้ที่เราจะสามารถเล่าให้เขาฟัง แต่คืนนี้ บีกลับเล่าหลายๆอย่างที่มันเกิดขึ้นซึ่งบีก็ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน มันเหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกอึดอัดได้จริงๆ ถึงมันจะไม่ทั้งหมด แต่เรารู้สึกตัวเบาลงไปมากเพราะคนที่รับฟังเราอยู่นั้น เขาเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็คือเขายังหอบดอกไม้ช่อนั้นมาให้พี่นาดู ซึ่งบี “ตกใจมาก” ค่ะ
บีคิดกับตัวเองมาตลอดว่าเราเป็นคนนอก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน คุยก็แทบจะนับพยางค์ได้ เจอกันแต่ละทีเรียกว่านับเป็นนาทีก็คงทำได้ แทบจะไม่รู้จักกันพูดอย่างนี้ยังพูดถูกเลย … บีต้องคิดใหม่ ทำใหม่จากความจริงที่บีได้รู้แล้วตกใจและดีใจไปพร้อมๆกันนี่แหละค่ะ
การที่เราจะมอบคุณค่าให้ใครสักคน ใครคนนั้นต้องมีความดีและคุณค่าพอที่จะได้รับ ซึ่งความรักก็ใช้หลักข้อนี้เหมือนกัน ณ วันนี้ ถึงบีจะรู้อะไรหลายๆอย่าง และมีคนภายนอกที่พยายามจะผลักความคิดให้บีมองเขาในแง่ไม่ดี บีไม่เคยเชื่อคนอื่นนอกจากความรู้สึกที่เราสัมผัสได้ ซึ่งความรู้สึกนี้ ใครก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จะเรียกว่ามันคือการฝังใจก็คงจะถูก มันต้องผ่านอุปสรรคหลายๆอย่าง จนกระทั่งทุกวันนี้ บีมักจะพูดเสมอเมื่อมีคนพูดในทางไม่ดีว่า “คุณมีแรง คุณพูดไปเถอะ เราได้ก้าวข้ามจุดๆนั้นของความคิดมาแล้ว”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มีบ้างที่เคยรู้สึกท้อ แต่เมื่อมานึกถึงสิ่งดีๆ คุณค่าที่ยากจะเกิด เรื่องราวดีๆที่ผ่านมาสามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง ตอนนี้เวลานึกถึงเขา เราจะทำตัวสบายๆ ไม่รู้สึกอะไร เพราะแค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ความรู้สึกที่เดินทางมาจนถึงวันนี้ มันชนะทุกอย่างแล้ว
เพราะเขานี่แหละที่ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆที่ว่า “เคยเจอใครสักคนไหมที่เขาสามารถทำให้เราไม่คิดถึงความรักแบบหวานๆเมื่อเจอคนอื่น” โดยที่ไม่คาดหวังผลลัพธ์อะไร ไม่คาดหวังอนาคต แค่ทำทุกวันนี้ให้ดี พอแล้ว
วันนี้เป็นวันที่สำคัญมากวันหนึ่งของชีวิต เป็นวันที่รู้อะไรหลายๆอย่าง และทำให้เรารู้ว่าเราต้องปรับตัวเสียใหม่ … ขอบคุณทวิตเตอร์ที่ทำให้บีมาเจอคนที่ดี ควรให้คุณค่า คนที่เข้าใจในเรื่องที่ยากจะเข้าใจ คนที่นำพาให้เรามีความหวังที่จะทำสิ่งดีๆให้คนอื่น บีจำได้ว่าหลังจากแยกย้ายกันออกจาก LINE บีนั่งลงตรงบันได เอียงคอพิงราวบันไดแล้วนั่งร้องไห้ … ไม่ได้เสียใจนะ ไม่เสียใจอะไรเลยที่ทำลงไปในวันนี้ หรือจะรู้อะไรมากขึ้นในวันนี้ แต่เป็นการร้องไห้ที่เปื้อนยิ้มนะคะ ไม่มีความรู้สึกที่เศร้าแต่อย่างใด
“ในบรรดาคนทั้งโลกที่ถูกแบ่งเป็น 10 ส่วน จะมีคนที่คุยและคบกับใครได้ง่ายๆอยู่ 4 ส่วน แต่จะมีคนที่ใส่ใจและเข้าใจอยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งจะเป็นคนที่เข้าใจ ใส่ใจ สนใจจริงๆแต่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกชักจูง ไม่ก็เป็นคนที่เข้าใจจริงๆไม่เปลี่ยนแปลงแต่อยู่ในสถานะพิเศษหรือไม่ก็เดินทางไปสู่ “ทางสว่างแห่งธรรม” แต่ในอีกส่วนหนึ่งคือคนที่เข้าใจ ใส่ใจ จริงๆ อยู่ในสังคมเดียวกัน หนักแน่นและเขาก็มีสถานะเดียวกันกับเรา … คนเข้าใจจริงๆ หายากนะ”
ในความลับของวาเลนไทน์ที่เราสร้างขึ้นก็ยังคงมีความลับอีกชั้นหนึ่งที่เราไม่รู้ … เหนือความลับยังมีความลับ แต่ที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดของความลับ คือ “ความลับไม่มีในโลก” ซึ่งรอใครสักคนมาเฉลย หรือไม่ก็ตัวเราที่เดินเข้าไปรับรู้เอง เมื่อความลับกระจ่าง คำถามสำคัญมันอยู่ที่ว่า “เราจะใช้ชีวิตควบคู่กับความจริงที่พึ่งรู้มาได้อย่างไร?”
คงไม่ใช่ “คุณ” ที่จะพูดขอบคุณเพียงคนเดียว แต่เราเองก็จะพูด “ขอบคุณ” ครั้งแล้วครั้งเล่่าให้แก่คุณเช่นกัน
Song of the day : Star – 어른아이